หยุดโลกร้อน 01

หากจะกล่าวถึงประเด็นสาเหตุที่สำคัญ พวกเรามีส่วนที่ทำให้โลกร้อนขึ้น ถ้าเรานั่งดูทีวีกันจนดึก เราก็ใช้ไฟฟ้า เมื่อเช้านี้อาบน้ำร้อนเราก็ใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะที่นี่ใช้ลิกไนต์จากแม่เมาะ ลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงที่นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สมบูรณ์ที่สุดในแง่ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นชั้นบรรยากาศ

      ไฟฟ้าของเชียงใหม่หล่อเลี้ยงด้วยไฟฟ้าที่มาจากโรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง 200 กม. จากนี่ไปต่อพ่วงสายเข้ามาจากลำปาง 100 หน่วย มาถึงที่โรงแรม 92 หน่วย หายไป 8 หน่วยระหว่างทาง สูญเสียตามสายส่งลำเลียงหายไป 8 หน่วย ประสิทธิภาพหายไปแล้ว 8%

ปกติขั้นตอนการใช้มีการใช้ไม่เต็มที่ เปิดน้ำร้อนก็ยังไม่กล้าเข้าไปใกล้ เอานิ้วเข้าไปสัมผัสน้ำร้อนกว่าจะปรับได้ที่สูญเสียไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นน้ำร้อนที่เราใช้อาบ คือ ตัวอย่างของการสูญเสียที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ที่สำคัญคือ การปล่อยก๊าซภาวะเรือนกระจกได้กระจายไปอย่างต่อเนื่อง ภาวะเรือนกระจกถ้าวัดในเชิงปริมาณจะวัดยังไงดี นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้ตัวเลขของการผลิตก๊าซ CO2 เลยมีการเทียบกลับไปดูฟองอากาศที่อยู่ในน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้  พบว่าปี  1750 มี CO2 ในชั้นบรรยากาศ  ~280 ppm ปีนี้ปี 2008 มี CO2 ในชั้นบรรยากาศ 384 ppm แล้วก็สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์และสหประชาชาติกลัวมากก็คือ กลัวว่าจะถึง 450 ในสมัยก่อนเราเคยถึง 450 มาแล้ว

ภาพจาก http://www.climatecentral.org/news/co2-are-we-permanently-above-400-ppm-20351

 ในสมัยที่มีการได้รับรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ ตอนนั้นน้ำทะเลท่วมหมดเลย ท่วมกระทั่งเราเจอปะการังที่ จังหวัดแพร่ เจอฟอสซิลของหอยทะเล บนฝาผนังของถ้ำที่น้ำหนาว ซึ่งก็คงไม่มีใครขยันเอาฟอสซิลขึ้นไปติดไว้บนนั้น ตอนนั้นมีก๊าซ  CO2 ในชั้นบรรยากาศ 450 ppm ซึ่งแสดงว่าอุณหภูมิทั่วโลกตอนนั้นจะสูงกว่านี้ ~ 2-3 องศาเป็นอุณหภูมิเฉลี่ย รวมทั้งทะเล ภูเขา แผ่นดิน ถ้าเฉลี่ย 2 องศา เพิ่มขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำทะเลสูงขึ้น ~ 80 m. ก็จะถึงจังหวัดแพร่ และพื้นที่น้ำหนาว สิ่งที่เรากังวลคือตอนนี้เรา 384 ที่เป็นห่วงคือ 450 เราเหลืออีก 66 ลองคำนวณบัญญัติไตรยางศ์ง่ายๆ ถ้าเราขยันใช้ขยันปล่อยก๊าซ  CO2 อย่างที่เป็นอยู่ในอัตราปัจจุบัน เราปล่อยขึ้นไปปีละ 2 ppm ปี 2005 ที่ผ่านมา เราปล่อยขึ้นไป 6 ppm  ที่นี้เรามาเฉลี่ยระหว่าง 2-6 ถ้าเรากลัว 450 จะมาถึง เราเอา 450-384 = 66 หน่วย ppm ถ้าปล่อยไปทีละ 2 เราเหลือเวลา 33 ปีที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 2 องศา หมายถึงน้ำแข็งจะละลายทั้งหมด น้ำทะเลจะสูงขึ้น 7-80 เมตร แต่ถ้าเราขยันอย่างปี 2005 เราปล่อยขึ้นไปไม่บันยะบันยังเลย ขับรถ 140 กม./ชม. ก็จะปล่อยขึ้นไป 6 ppm ถ้าปีละ 6 เราก็จะเหลือ 11 ปี ผมมาวันนี้ไม่ได้มีเจตนาให้เกิดความตระหนกในยามเช้า แต่อยากจะพูดข้อเท็จจริงบางอย่างให้ทราบว่ามันไม่ได้ไกลไม่ได้นานอย่างที่คิดเลย นักวิทยาศาสตร์ในสหประชาชาติทีเรียกว่า RECC มีการสรุปว่าภายในปี 2100 น้ำทะเลจะสูงขึ้นเร็วมาก เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2007 ที่ผ่านมา แค่ 2550 น้ำทะเลก็สูงขึ้นหลายเมตรแล้ว ต่อมาเดือนตุลาคมน้ำแข็งขั้วโลก sea ice ที่ขั้วโลกเหนือมีโอกาสจะละลายหมดในปี 2034 พอถึง 14 ธ.ค. บอกว่าไม่ใช่น้ำแข็งที่ขั้วโลกจะลายหมดใน 5-7 ปีนี้ ซึ่งถ้าละลายหมดจะเกิดการแปรเปลี่ยนของสภาวะอากาศในเรื่องของอุณหภูมิของฤดูกาลอย่างรุนแรงมาก เราอาจจะไม่มีฝน หนาว ร้อนอย่างที่เป็นอยู่ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังอีกที อยากให้ทุกคนช่วยกันตอนนี้ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นไปในรูป CO2 เทียบเท่ากับทั่วโลกแล้วร้อยละ 1 ที่เหลือ 180 กว่าประเทศ ปล่อยอีก 99% เป็นอันว่าถ้าประเทศไทยไม่ให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ใช้ไฟซักดวงในประเทศไทย เราก็หยุดโลกร้อนนี้ไม่ได้ เพราะอีก 99% พูดไม่รู้เรื่อง จีนก็ไม่ยอม อเมริกาบอกไม่ได้ เพราะเพื่อคุณภาพชีวิต คนอเมริกาต้องมีรถ 3 คัน ขนาด 3,500 -4,000 cc. เราจะไปเปลี่ยนคุณภาพชีวิตเค้าไม่ได้ อินเดียก็ Yes, Yes, Yes (ส่ายหน้าตลอด) ไม่รู้แปลว่าอะไรไม่รู้ว่าความจริงใจของอินเดีย คือจะลดหรือไม่ลด ตรงนี้สิ่งที่วิตกกังวลคือประเทศไทยทำประเทศเดียวเอาไม่อยู่

จากเว็บ https://ourworldindata.org/co2-and-other-greenhouse-gas-emissions

ถอดจากการบรรยายของ ดร.ธนวันต์ (จิรพล) สินธุนาวา 
นายกสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม